ทำไมบางคนฟื้นตัวไว? ...
ความลับไม่ได้อยู่ที่ 1 - 2 ชั่วโมง
ของการกายภาพเพียงอย่างเดียว

ค้นพบ 'พลังของ 23 ชั่วโมง'
(The 23-Hour Multiplier)

ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซมตอนออกแรง แต่ซ่อมแซมตอนพักผ่อน...
ที่ ไอรีนน์ เนอร์สซิ่งโฮม เราเปลี่ยน 23 ชั่วโมงในแต่ละวันจากการ 'เฝ้าไข้' ให้เป็น 'กุญแจสำคัญ' ของการฟื้นฟู

24 Hrs
พลังของ

23 ชั่วโมง

ที่เหลือ
กายภาพ 1 - 2 ชั่วโมง
2. ตัวแปร
ร่างกาย
3. ตัวคูณ
ทีมฟื้นฟู
4. ตัวคูณ
ความสม่ำเสมอ
1. ตัวแปร
เรื่องยา
Strong Foundation×Powerful Multipliers=Recovery Potential

1. The Medicine Foundation

เมื่อยาไม่ใช่แค่ยา แต่คือ
“พระเอกในการรักษาสมดุลร่างกาย”

เพราะในช่วงเวลาทองที่สมองพร้อมฟื้นตัวที่สุด (High Potential)... ร่างกายก็อ่อนแอที่สุดเช่นกัน (High Risk)
ยาจึงเป็นกุญแจสำคัญ ที่ช่วยให้ปลอดภัย

ระบบจัดการยามาตรฐานสูงสำหรับผู้ป่วย Stroke ลดความเสี่ยงยาผิดพลาด
ความเป็นจริงคือ..

ระบบยาทั่วไปที่ใช้กันในศูนย์ดูแล

คือตัวขัดขวางการฟื้นฟู

(และไม่มีใครกล้าบอกคุณ)

และนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
รายงานของ WHO
1ใน6
ของผู้ป่วยในหน่วยดูแลผู้สูงอายุ
ได้รับอันตรายจากความผิดพลาดทางยา ที่ป้องกันได้!
(Ref: WHO Global Patient Safety Challenge)

เนอร์สซิ่งโฮม 99% เวลาโฆษณาไม่มีใคร
พูดถึงเรื่องระบบยาเลย... คุณคิดว่าทำไม ?

คุณอาจจะคิดว่า "ก็คงไม่ได้ต่างอะไรกับโรงพยาบาล" ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย

นี่คือความจริงว่า ทำไมระบบยาในเนอร์สซิ่งโฮม ถึงอันตรายกว่าในโรงพยาบาลมาก

ในโรงพยาบาล
เบิกยาจากคลังกลาง

เป็นระบบ ระเบียบ จัดการง่าย

ในโรงพยาบาล
เภสัชกรจัดยาวันต่อวัน ส่งให้วอร์ด

จัดยาเบื้องต้นมาให้ ลดผิดพลาด

ในโรงพยาบาล
พยาบาลจัด และทวนซ้ำก่อนเสริฟ

พยาบาล 2 คน จัดและทวนยา

ในโรงพยาบาล
5 Rights
เสริฟยา ทำ 5 ถูก

ถูกคน ถูกยา ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกทาง

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
Messy Individual Bags
จัดยาจากถุงแต่ละคน

จัดการยาก เสี่ยงผิดพลาด

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
Mixed Meds in Bags
จัดล่วงหน้า 7 วัน

จัดเยอะหลายร้อยมื้อ เสี่ยงพลาด ยาเสื่อม

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
Unverified Serving
ไม่มีระบบตรวจทาน

จัดมายังไง เทเสริฟไปอย่างนั้น ตรวจไม่ได้

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
No Safety Protocol
เช็ค 5 ถูกไม่ได้

เพราะไม่มีข้อมูล จึงเช็คไม่ได้ เสริฟทันที

ในโรงพยาบาล
เบิกยาจากคลังกลาง

เป็นระบบ ระเบียบ จัดการง่าย

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
Messy Individual Bags
จัดยาจากถุงแต่ละคน

จัดการยาก เสี่ยงผิดพลาด

ในโรงพยาบาล
เภสัชกรจัดยาวันต่อวัน ส่งให้วอร์ด

จัดยาเบื้องต้นมาให้ ลดผิดพลาด

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
Mixed Meds in Bags
จัดล่วงหน้า 7 วัน

จัดเยอะหลายร้อยมื้อ เสี่ยงพลาด ยาเสื่อม

ในโรงพยาบาล
พยาบาลจัด และทวนซ้ำก่อนเสริฟ

พยาบาล 2 คน จัดและทวนยา

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
Unverified Serving
ไม่มีระบบตรวจทาน

จัดมายังไง เทเสริฟไปอย่างนั้น ตรวจไม่ได้

ในโรงพยาบาล
5 Rights
เสริฟยา ทำ 5 ถูก

ถูกคน ถูกยา ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกทาง

ในศูนย์ดูแลทั่วไป
No Safety Protocol
เช็ค 5 ถูกไม่ได้

เพราะไม่มีข้อมูล จึงเช็คไม่ได้ เสริฟทันที

เมื่อระบบยา ไม่แม่นยำ... จะขัดขวางการฟื้นฟูอย่างไร ?

เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ยาความดัน หรือยาละลายลิ่มเลือด ผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจนำไปสู่ภาวะช็อค หรือ Stroke ซ้ำได้ทันที

กายภาพสูญเปล่า

ถ้าร่างกายไม่สมดุลจากยา (เช่น มึนงง/น้ำตาลตก) การฝืนฝึกหนักแค่ไหน สมองก็จะไม่จำ และไม่เกิดการฟื้นตัว

แพทย์รักษาผิดทาง

เมื่อไม่มีประวัติการทานยาที่แน่นอน แพทย์จะไม่สามารถประเมินอาการจริงได้ ทำให้การปรับยาและแผนรักษาผิดพลาด

ไอรีนน์ จึงพัฒนาระบบยา

ที่ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน

และลดข้อผิดพลาดได้มากถึง 99.9%

เพื่อให้คุณมั่นใจว่า ยาทุกเม็ด จะช่วยให้คนที่คุณรักปลอดภัยจริงๆ และฟื้นฟูได้เต็มที่ เมื่ออยู่กับเรา

ผู้ช่วยพยาบาลตรวจสอบความถูกต้องของยาผ่านระบบ Digital Medication Safety ของ Irene Nursing Home
ระบบตรวจสอบ 3 ชั้น ทุกมื้อยา
บันทึกรูปภาพดูย้อนหลังได้ทุกครั้ง
ส่งรูปยาจริงให้ญาติทุกครั้ง
อัตราการ
ผิดพลาด
<0.01%

ถ้าไม่มีหลักฐาน ที่ตรวจสอบได้ = คุณกำลัง 'เสี่ยงดวง' กับยาทุกมื้อ

2. The Body Foundation

เตรียมร่างกายให้พร้อมรับ "ชัยชนะเล็กๆ ในทุกวัน"

ถ้ากายภาพคือ 'การสร้างบ้านให้สวยงาม'... การดูแล 23 ชม. คือ 'การลงเสาเข็มให้มั่นคง'
เราไม่สามารถสร้างบ้านแห่งความสุข บน "ดินที่กำลังทรุด" ได้...ยิ่งฝืนสร้าง (ฝึกหนัก) ทั้งที่โครงสร้างไม่พร้อม สิ่งที่ทุ่มเทสร้างมา อาจ "พังครืน" ได้ในพริบตา

ร่างกายที่จะฟื้นฟูได้เต็มที่...
ต้องมีอย่างน้อย7 ข้อนี้

พนักงานผู้ช่วยพยาบาล (Caregiver) ดูแลผู้ป่วย Stroke อย่างใกล้ชิด Irene Nursing Home

แต่ละข้อมีเรื่องที่ต้องดูแลใส่ใจ มากกว่าที่คิด (กดอ่าน)

แผลกดทับคือ "หายนะของการฟื้นฟู" ถ้าแผลใหญ่ทำให้ฝึกได้ไม่เต็มที่ หรืออาจต้องพักยาว และหากลุกลามติดเชื้อ ก็เสี่ยงถึงชีวิตได้เลย

พลิกตัวอย่างมีวินัยทุก 2 ชั่วโมง

เรื่องสำคัญที่หลายคนไม่รู้ว่า และมักมองว่า "ไม่เป็นไร"

จัดการ "จุดเสี่ยง" ด้วย Off-loading

ใช้หมอนหนุนเพื่อลอยจุดกระดูกโปน เช่น ก้นกบ, ส้นเท้า, สะโพก

ดูแลความอับชื้น (Skin Microclimate)

เพราะความชื้นจากเหงื่อหรือการขับถ่ายจะทำให้ผิวเปื่อยยุ่ยและถลอกง่าย

หมั่นเช็คสัญญาณเตือน (Skin Inspection)

ตรวจหารอยแดงที่เป็นสัญญาณเตือน ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือทำความสะอาดร่างกาย

บำรุงเกราะป้องกันผิว

ใช้โลชั่นหรือครีมพิเศษ ทาให้ตามที่แพทย์หรือญาติมอบหมายอย่างเคร่งครัด

ประมาทแค่ไม่กี่สัปดาห์ ก็ทำให้ข้อติดได้ และเมื่อติดแล้ว แก้ไขยากมาก เหมือนกับ "ปิดตายโอกาสฟื้นตัว" ของแขนขานั้นไปตลอดกาล

ทำ Passive Range of Motion (PROM) ทุกวัน

ขยับหมุนเวียนข้อต่อให้สุดช่วงการเคลื่อนไหวให้ทุกวัน

จัดท่าทางต้านแรงเกร็ง (Anti-spastic Positioning)

จัดท่านอนให้ถูกต้องตามหลักสรีระตลอด 24 ชม. ไม่ให้ข้อต่ออยู่ในท่างอเกร็งนานเกินไป ป้องกันการยึดติด

ตรวจวัดองศาข้อต่อ

ประเมินความยืดหยุ่นโดยผู้เชี่ยวชาญสม่ำเสมอ เพื่อดักจับสัญญาณข้อติดก่อนที่จะสายเกินแก้

การติดเชื้อคือสาเหตุอันดับ 1 ที่ส่งคนไข้กลับโรงพยาบาล หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่ความสะอาด แต่คือ "ความถูกต้องและช่างสังเกต" เพื่อตัดวงจรเชื้อโรคก่อนที่จะลุกลาม

จัดท่านั่งสูงก่อนป้อน

ดันเตียงหรือจัดท่าให้หัวสูงเสมอขณะป้อนอาหาร และให้นั่งพัก 30 นาทีหลังป้อน เพื่อป้องกันสำลักลงปอด

ทำหัตถาการต่างๆ อย่างถูกต้อง

เช่น การให้อาหารทางสายยาง หรือการดูดเสมหะ ตามรายละเอียดเฉพาะแต่ละคน

ทำความสะอาดสายสวนตามรอบ

เช็ดทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามวิธีที่กำหนดทุกวัน อย่าให้มีคราบสกปรกเกาะ

วัดไข้และสังเกตเสมหะ

วัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน และคอยดูว่าเสมหะเปลี่ยนสี (เหลือง/เขียว) หรือไม่ ถ้ามีต้องแจ้งทีมทันที

ช่วงฟื้นฟูร่างกายต้องการโปรตีนสูงมากเพื่อซ่อมทุกส่วน หากกินไม่ถึงเป้า กล้ามเนื้อจะถูกสลายไปใช้จนลีบลง (Muscle Wasting) ทำให้ฟื้นตัวช้ากว่าคนอื่นถึง 3 เท่า

จัดอาหารให้ครบถาดตามใบสั่ง

ตักข้าวและกับข้าวให้ได้ปริมาณตามที่นักกำหนดอาหารระบุไว้อย่างเคร่งครัด ห้ามขาด ห้ามเกิน

เสริมโปรตีนทันทีถ้ากินไม่หมด (Food Waste Audit)

ถ้าคนไข้กินเหลือเกิน 30% ต้องชงโปรตีนเสริม (Medical Food) ให้ดื่มทดแทนทันทีในมื้อนั้น

กระตุ้นการดื่มน้ำทุกชั่วโมง

ยื่นแก้วน้ำให้จิบทุกๆ ชั่วโมง (ยกเว้นตอนหลับ) เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับน้ำครบ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน (หรือตามแพทย์สั่ง)

บันทึกสิ่งที่กินจริง

จดบันทึกทุกคำที่ทานและปริมาณน้ำที่ดื่ม เพื่อให้ทีมดูแลปรับแผนโภชนาการได้ทันทีหากเริ่มกินน้อยลง

ผู้สูงอายุมักไม่รู้ตัวว่าขาดน้ำ การปล่อยให้ขาดเพียงเล็กน้อย จะรวนระบบไฟฟ้าในสมองทันที ส่งผลให้ซึม สับสน และหยุดชะงักขั้นตอนการฟื้นฟูทั้งหมด

ป้อนน้ำ/อาหารตามตาราง (Scheduled Intake)

ไม่ต้องรอให้คนไข้ร้องขอ จัดตารางป้อนให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลและเกลือแร่ให้นิ่ง

สังเกต "อาการวูบ" ประจำวัน

ตรวจดูว่าคนไข้มีอาการซึมลึก เรียกไม่ตื่น หรือมือสั่นผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงสายและบ่าย

เช็คสีปัสสาวะ & ความตึงผิว

สังเกตสีปัสสาวะ (ถ้าสีเข้ม = ขาดน้ำ) และลองดึงผิวหนังหลังมือ (Skin Turgor) เพื่อเช็คความชุ่มชื้นเบื้องต้นทุกวัน

จดบันทึก In/Out อย่างมีวินัย

ลงบันทึกปริมาณน้ำเข้า (ดื่ม/ป้อน) และน้ำออก (ปัสสาวะ) ในแบบฟอร์มทุกครั้ง ห้ามข้าม เพื่อเช็คสมดุลน้ำไม่ให้ขาดหรือเกิน

ภาวะซึมเศร้าหลังสโตรกคือ "กรงขังที่มองไม่เห็น" เมื่อใจไม่สู้ สารความเครียดจะออกมาขัดขวางการฟื้นตัวทุกรูปแบบ ทำให้การกายภาพไม่ได้ผล

ชวนคุยเรื่องบวก 3 เวลา

หาเรื่อง (Positive Topics) มาชวนคุยตอนเช้า กลางวัน เย็น ให้สมองได้คิดและยิ้มตาม

ปรบมือให้เมื่อทำได้ (Immediate Reward)

เมื่อคนไข้ทำกิจกรรมสำเร็จ (แม้จะเล็กน้อย) ให้ชมเชยหรือสัมผัสให้กำลังใจทันที

จัดคิววิดีโอคอลหาญาติ

เตรียมโทรศัพท์ให้พร้อมในช่วงเวลาที่นัดหมาย ให้คนไข้ได้คุยกับลูกหลานหรือเพื่อนฝูงสม่ำเสมอ

นั่งฟังอย่างตั้งใจวันละ 10 นาที

สละเวลาวางมือถือ แล้วนั่งจับมือฟังเขาระบายความในใจ โดยไม่ต้องขัดจังหวะ

ผู้ป่วยสโตรกเสี่ยงล้มสูงกว่าคนปกติ 3 เท่า และการพลาดเพียงครั้งเดียว อาจแลกด้วยกระดูกสะโพกหักหรือเลือดออกซ้ำ ซึ่งหมายถึงการกลับไปติดเตียงถาวร หรือเสียชีวิต

เช็คจุดเสี่ยงรายวันตาม Checklist

ทวนสอบรายการที่ต้องระวังของคนไข้คนนี้ (เช่น ล็อคล้อรถเข็นหรือยัง?, รองเท้าใส่แน่นไหม?) ก่อนเริ่มกิจกรรม

ใช้เทคนิค "ขออนุญาต" ก่อนพยุง

บอกคนไข้ให้รู้ตัวก่อนจะแตะตัวหรือย้ายท่าทุกครั้ง เพื่อให้เขาเกร็งตัวรับและทรงตัวช่วยผ่อนแรง

เคลียร์พื้นให้โล่งทุกเดิน

เก็บสายไฟ, พรมเช็ดเท้า, หรือของวางเกะกะออกจากเส้นทางเดิน 100% ก่อนพาคนไข้ลุกเดิน

จำจุดเสี่ยงและเวลาวิกฤตให้แม่นยำ

ผู้ดูแลต้องจำให้ขึ้นใจว่าคนไข้คนนี้ "มักจะพลาดตอนไหน" (เช่น ชอบตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนตี 3) แล้วไปดักรอช่วยเหลือทันที ไม่ต้องให้เรียก

เราเคยใช้ "ความจำ" และ "กระดาษ"

ผลคือ ฝากงานง่ายๆ 1 – 2 อย่าง กลับทำไม่ครบ แถมตรวจสอบไม่ได้ มีคนทุจริตแอบอ้างว่าทำแล้ว

ที่ไอรีนน์ เราใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยน "การเฝ้าไข้"เป็น "การดูแลระดับมืออาชีพ"

Application จัดการ Checklists การดูแลผู้ป่วย Stroke บนมือถือของ Irene Nursing Home

1. ลิสต์งาน พร้อมคู่มือ: เหมือนมี "พยาบาลพี่เลี้ยง" ประกบ 24 ชม.

(รายละเอียดลึกที่สุด... เพื่อมาตรฐานเดียวกัน)

2. ตารางเวลาเฉพาะบุคคล: ที่จัดเวลาสำหรับแต่ละคนได้จริงๆ

(ซับซ้อนแค่ไหน... ก็ "เป๊ะ" และไม่มีลืม)

3. ส่งงาน พร้อมหลักฐาน: ความสบายใจ... ที่คุณตรวจสอบได้เอง

(ยืนยันด้วยภาพ... ไม่ใช่แค่คำพูด)

ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพมาตรฐาน Irene Gold Standard

แผนดูแลเฉพาะบุคคล... ที่ไม่มี 'ตารางงานรายบุคคล' = 'แผนทิพย์'

3. The Team Multiplier

พลังของการฟื้นฟู... ที่ไม่มีใครทำคนเดียวได้

ถ้าคุณจริงจังกับคำว่า "ฟื้นตัว"... มีความจริง 2 ข้อที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจฝากชีวิตไว้กับใคร

ระวังศูนย์ฟื้นฟู ที่บอกว่าใช้ "ผู้ช่วยฯ" ทำกายภาพ โดยอ้างว่าอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพ

ฟังดูเหมือนจะแทนกันได้... และมันอาจจะ "พอใช้ได้" สำหรับการออกกำลังกายผู้สูงอายุทั่วไป

แต่มัน "ไม่เพียงพอ" สำหรับผู้ป่วย Stroke

ที่มีช่วงเวลาทองจำกัด และอาจจะพลาดโอกาสครั้งเดียวที่มีไป

ผู้ช่วย:

ทำตามคำสั่ง ทำท่าเดิมๆ ซ้ำๆ (เน้นปริมาณ)

นักกายภาพวิชาชีพ:

"ประเมิน-วิเคราะห์-ปรับแผน" ทุกครั้งที่จับคนไข้ เพื่อหาจุดที่ต้องแก้ไข และดึงศักยภาพสูงสุดของผู้ป่วยออกมาใน ทุกๆ วัน

💡 Stroke Recovery ไม่ใช่แค่การขยับ... แต่คือการ "ฝึกสมองสั่งงานใหม่" ที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ

เพราะ Stroke ซับซ้อนกว่าแค่เรื่อง 'เดินได้'... การฟื้นฟูจึงต้องใช้ "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน"

นักกายภาพ (PT) คือมือหนึ่งเรื่อง "มัดใหญ่" (ยืน เดิน ทรงตัว ปอด)

🎯แต่ความซับซ้อนของ Stroke ยังมีมิติอื่นที่ PT ไม่ได้เชี่ยวชาญ:

จะเตรียม "กล้ามเนื้อปาก-ลิ้น-คอ" (ฝึกกลืน/พูด)? → เป็นงานของนักกิจกรรมบำบัด (OT)

จะฝึก "ความจำ-การคิด-กิจวัตร"? → นักกิจกรรมบำบัด (OT) ถนัดกว่า

จะฝึก "ภาษา-การออกเสียง-การตีความ"? → นักอรรถบำบัด (ST) คือผู้เชี่ยวชาญ

⚠️ การใช้ผู้เชี่ยวชาญผิดประเภท... นอกจากผลลัพธ์จะช้ากว่าที่ควรแล้ว อาจทำให้การฝึกฝืนธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว

เราจึงเตรียมทีมสหวิชาชีพที่พร้อมดูแลคุณครบทุกมิติ

นักกายภาพบำบัดช่วยผู้ป่วย Stroke ฝึกเดินจับราวที่ศูนย์ฟื้นฟู Irene Nursing Home
นักกายภาพ (PT)
คืนแรง
นักกิจกรรมบำบัดฝึกผู้สูงอายุหยิบจับแก้วน้ำ เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อมือหลัง Stroke
นักกิจกรรมบำบัด (OT)
คืนความสามารถ
นักอรรถบำบัดฝึกผู้ป่วยพูดสื่อสาร กระตุ้นสมองหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
นักอรรถบำบัด (ST)
คืนการสื่อสาร
คำถาม... ที่ญาติทุกคนอยากรู้
ไม่ใช่แค่ "ทำกายภาพแล้วนะคะ" แต่เป็น

กายภาพวันนี้...
ดีขึ้นบ้างไหม?

คำถามนี้ตอบยากที่สุด เพราะ... คำว่า "ดีขึ้น" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน... และพัฒนาการจริงมักซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่มองไม่เห็น
ที่ไอรีนน์ เราพยายามตอบคำถามนี้ให้ดีที่สุด... ด้วยการ รายงาน 2 รูปแบบที่ชัดเจน

รายงานการกายภาพ
ฉบับเต็ม

ละเอียด • ครบถ้วน • ตรวจสอบได้
ทุกองศาการเคลื่อนไหว

สรุปพัฒนาการรายวัน
(AI Daily Insight)

ร่างกายและกล้ามเนื้อดีขึ้นไหม?

วันนี้ฝึกอะไรไปบ้าง?

มีอุปสรรคอะไรต้องระวัง?

ผลลัพธ์... เข้าใกล้เป้าหมายรึยัง?

ช่วงเวลาทองในการฟื้นฟู Stroke มีโอกาสเพียงครั้งเดียว... อย่าปล่อยให้หลุดมือไป เพราะการดูแลที่ 'ขาดความเชี่ยวชาญ'

4. The Consistency Multiplier

ชัยชนะของความสม่ำเสมอ...
ที่ช่วยเร่งการฟื้นฟู

งานวิจัยระดับโลกยืนยัน

หุ่นยนต์... ไม่ใช่ผู้วิเศษ

RESEARCH-BACKED

งานวิจัยระดับโลกยืนยัน: การฝึกที่เน้นการใช้งานจริงกับนักบำบัดวิชาชีพ ให้ผลลัพธ์ "ดีเท่าหรือดีกว่า" หุ่นยนต์ราคาแพง... สิ่งสำคัญคือ "ความสม่ำเสมอ" ไม่ใช่เครื่องมือ

อ้างอิง: RATULS Trial — The Lancet, 2019 (n=770)

ความถี่ชนะความเก่ง

CONSISTENCY IS KING

สำหรับสมอง... การฝึกซ้ำๆ อย่างถูกวิธี "อย่างสม่ำเสมอ" (Consistency) สร้างการเชื่อมต่อของเซลล์สมองได้ดีกว่าการฝึกหนักๆ แต่ทำแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

อ้างอิง: Birkenmeier et al. — Neurorehabil Neural Repair, 2010

การทำ การบ้าน ให้ถูกต้องและครบถ้วน... คือ ตัวคูณผลลัพธ์ (Multiplier) ที่สำคัญที่สุด

แต่เหรียญมี 2 ด้าน...

มีงานวิจัยที่พบว่า... ถ้าทำ "ไม่มากพอ" (ไม่ถึง 60 นาที/วัน),"ไม่ต่อเนื่อง" และ "ไม่ถูกวิธี"...การฝึกนั้นก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไร

อ้างอิง: ATTEND Trial — The Lancet, 2017
THE CHECKLIST SYSTEM

ระบบ Checklist ของไอรีนน์
ช่วยให้ทำ การบ้าน
ได้ "ถูกต้อง" และ "มีวินัย"

  • 1

    วางแผนได้ล่วงหน้า & หลากหลาย

    ว่าจะฝึกอะไรบ้าง เมื่อไหร่บ้าง... ได้ฝึกหลากหลาย ครบทุกด้าน

  • 2

    คู่มือลงรายละเอียด

    มั่นใจว่าฝึกอย่างถูกต้อง... ไม่เสียเวลาเปล่า ได้ประโยชน์เต็มที่

  • 3

    ยืนยันผลด้วยรูปภาพ/คลิป

    ให้ทั้งทีมสหวิชาชีพ และญาติ ช่วยตรวจทานได้... เพิ่มความมั่นใจ

IR

วันนี้ 18 ม.ค.

การบ้าน (4/5)

ฝึกกำมือ (Hand Grip)

10:00 AM • Complete

ฝึกกลืน (Swallowing)

11:30 AM • Complete

ฝึกพูด (Speech Therapy)

กำลังดำเนินการ...

ฝึกสมดุล (Balance)

16:00 PM • Upcoming

Free Consultation

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว...
คุยกับเราได้เลย

ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีข้อผูกมัดแค่เล่าอาการให้เราฟัง -- เราจะช่วยประเมินโอกาสฟื้นฟูให้ทันที

หมอจิ๊บ พญ.กิ่งเทียน ผู้อำนวยการแพทย์และผู้ร่วมก่อตั้งไอรีนน์ เนอร์สซิ่งโฮม

"ช่วงเวลาทองมีจำกัด ยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสฟื้นตัวยิ่งมาก -- โทรมาคุยก่อนได้เลยนะคะ ไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ค่ะ"

หมอจิ๊บ -- ผู้ร่วมก่อตั้ง Irene

Common Questions

คำถามที่ พบบ่อย

รวบรวมข้อสงสัยที่ญาติผู้ป่วยมักถามเกี่ยวกับการฟื้นฟูแบบ 24 ชั่วโมง

การไปทำกายภาพตามนัดที่หลายแห่งทำ (สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง) ไม่เพียงพอสำหรับช่วง Golden Period ที่ควรได้รับการฟื้นฟูอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน แต่แม้จะได้กายภาพบำบัดครบ สิ่งที่เกิดขึ้นนอกเวลากายภาพก็มีผลมากกว่าที่คิด: - ยาให้ถูกต้องครบมื้อไหม? (ผิดมื้อเดียว อาจ stroke ซ้ำได้) - จัดท่านอนป้องกันแผลกดทับไหม? - ฝึก "การบ้าน" ซ้ำทุกวันหรือเปล่า? - ดูแลความดัน-น้ำตาล สม่ำเสมอไหม? สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้การกายภาพได้ผลลัพธ์เต็มที่ -- และนี่คือเหตุผลที่ "24 ชั่วโมง" สำคัญครับ
ผู้ป่วย Stroke ต้องรับยาหลายชนิดพร้อมกัน -- ยาละลายลิ่มเลือด ยาความดัน ยาไขมัน ยาเบาหวาน ฯลฯ การผิดพลาดแม้ครั้งเดียว อาจเป็นอันตรายร้ายแรง ที่ไอรีนน์ ระบบยาทำงาน 3 ชั้น: 1. จัดยาวันต่อวัน (ไม่จัดล่วงหน้า 7 วัน จึงไม่เสี่ยงยาเสื่อมหรือสับสน) 2. ตรวจสอบซ้ำก่อนเสิร์ฟ โดยหัวหน้าเวร 3. ถ่ายรูปยืนยันยาที่เสิร์ฟจริงทุกมื้อ -- ญาติขอดูย้อนหลังได้ตลอด เราไม่ได้พึ่งแค่ "ความตั้งใจดี" ของคนจัดยา แต่ใช้ระบบป้องกันความผิดพลาดเป็นชั้นๆ ครับ
"เข้มข้น" ไม่ได้หมายถึงฝึกหนักจนคนไข้ไม่ไหว แต่หมายถึง "การดูแลทุกมิติ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง" ในแต่ละวัน ผู้ป่วยจะได้รับการฟื้นฟูโดยนักบำบัดวิชาชีพ 1-2 ชั่วโมง ตามแผนและศักยภาพที่เหมาะสมในแต่ละช่วง: - PT ดูเรื่องเคลื่อนไหว ยืน เดิน ทรงตัว - OT ฝึกกิจวัตร การกลืน การใช้มือ - ST ฝึกพูด สื่อสาร ออกเสียง นอกจากนี้ ยังรวมถึง "การบ้าน" ที่นักบำบัดมอบหมาย เพื่อให้ผู้ป่วยได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ความ "เข้มข้น" จึงไม่ใช่แค่ชั่วโมงที่ทำกายภาพ แต่คืออีก 23 ชั่วโมงที่เหลือ ที่ทีมดูแลใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวครับ
งานวิจัยระดับโลกยืนยันว่า การฝึกที่เน้นการใช้งานจริง ให้ผลลัพธ์ "ดีเท่าหรือดีกว่า" หุ่นยนต์หรือเครื่องมือราคาแพง (RATULS Trial — The Lancet, 2019, n=770) สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ คือ "ความถี่ x ความถูกวิธี x ความต่อเนื่อง": - สมองต้องการการกระตุ้นซ้ำๆ ทุกวัน เพื่อสร้างเส้นทางประสาทใหม่ - ฝึกหนักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ได้ผลน้อยกว่าฝึกสม่ำเสมอทุกวัน ที่ไอรีนน์ เราจึงใช้ระบบ Checklist เฉพาะบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่า "การบ้าน" จาก PT/OT ถูกทำครบ ถูกวิธี ทุกวัน -- ไม่ใช่แค่ตอนนักกายภาพอยู่ แต่ตลอด 24 ชม. ครับ
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยหลัง Stroke ครับ ทีมเรามีประสบการณ์ดูแลโดยตรง: กลืนลำบาก (Dysphagia): - เริ่มจากให้อาหารทางสายยาง (ปลอดภัยจากการสำลัก) - ฝึกกลืนกับ OT ที่เชี่ยวชาญ - อาหารปรับความหนืด (Viscosity check) สำหรับฝึกกลืนอย่างปลอดภัย ภาวะสับสน / ซึมเศร้า / Emotional Lability: - ทีมมีความเข้าใจว่าเป็นภาวะปกติหลังป่วยหนัก ไม่ใช่ "นิสัยไม่ดี" - ให้คำแนะนำญาติในการรับมือ เพื่อไม่ให้กระทบการฟื้นฟู - ติดตามและรายงานอาการอย่างใกล้ชิดด้วยระบบไอรีนน์ ทำให้การสื่อสาร ปรับยา และแนวทางฟื้นฟูกับแพทย์เจ้าของไข้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและได้ผล รายละเอียดเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ใน Checklist เฉพาะบุคคลของผู้ป่วยแต่ละท่าน เพื่อให้ทีมดูแลทุกเวรรู้ตรงกันครับ
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับอาการ ภาวะแทรกซ้อน และเป้าหมายของแต่ละท่าน โดยทั่วไป ช่วง 3-6 เดือนแรก เป็นช่วงที่สมองมีศักยภาพฟื้นตัวสูงสุด (Golden Period) การฟื้นฟูแบบ 24 ชม. ในช่วงนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทีมสหวิชาชีพจะประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ส่งรายงานละเอียดให้ญาติทุกครั้ง เพื่อให้ครอบครัวมีข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะฟื้นฟูต่อ หรือพร้อมกลับไปดูแลที่บ้าน เรื่องสัญญา -- สามารถสอบถามรายละเอียดได้ตรงกับทีมเลยครับ เราพูดคุยกันตรงๆ ไม่มีอะไรซ่อนครับ

ยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติม? ปรึกษาเราได้ตลอดเวลา

โทรปรึกษา 096-349-9933